วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

“กูเกิล” โละ 10 บริการ จัดระเบียบธุรกิจทำเงิน


                                                แลร์รี่   เพจ 

กูเกิล (Google) ประกาศโละบริการนับสิบพร้อมจัดระเบียบกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เตรียมเทความสนใจให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำเงินแก่บริษัทอย่างจริงจังกว่าเดิม ระบุการปิดบริการของกูเกิลจะดำเนินการต่อเนื่องตลอด 2-3 เดือนนับจากนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นไปตามทิศทางที่ซีอีโอ “แลร์รี เพจ” มอง เพื่อให้กูเกิลสามารถอุทิศทรัพยากรแก่ผลิตภัณฑ์อนาคตไกลให้เต็มที่มากขึ้น

      
       อลัน อุสเทซ (Alan Eustace) รองประธานอาวุโสกูเกิล กล่าวถึงการปิดบริการนับสิบของกูเกิลที่เกิดขึ้นว่าเป็นการ “fall spring-clean” หรือการจัดระเบียบผลิตภัณฑ์และบริการของกูเกิลช่วงไตรมาส 3 ของปี ซึ่งการจัดระเบียบที่เกิดขึ้นจะเป็นการพิจารณาปลดระวางบริการบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการดึงหลายบริการมาจัดกลุ่มใหม่และผสมผสานส่งเสริมกันเพื่อให้เกิดเป็นบริการใหม่ที่จะมีอิทธิพลมากกว่าเดิม
      
       “ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า กูเกิลจะหยุดให้บริการบางผลิตภัณฑ์ และจะรวมบางผลิตภัณฑ์ไปเป็นคุณสมบัติใหม่ในบริการที่มีอยู่แล้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้ใช้กูเกิลทำงานได้ง่ายขึ้น และยกระดับประสบการณ์โดยรวมของกูเกิลเอง”
      
       กูเกิลระบุในบล็อกบริษัทว่า การตัดสินใจปิดบริการครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้น และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหมดนี้ทำให้บริการบางอย่างไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ การจัดระเบียบ fall spring-clean ยังแปลว่ากูเกิลจะอุทิศทรัพยากรไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลต่อตลาดสูงได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตชาวเน็ตหลายพันล้านคนดีขึ้นตามไปด้วย
      
       บริการที่กูเกิลระบุว่าจะนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อื่น คือ FastFlip บริการที่ทำให้ผู้อ่านข่าวในบริการ Google News สามารถพลิกหน้าอ่านข่าวออนไลน์หลายสำนักพิมพ์ได้จากหน้าเพจเดียว โดยกูเกิลแถลงว่า Fast Flip แสดงให้เห็นตลอดการให้บริการช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าทำให้ผู้ใช้สามารถชมคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น ทำให้กูเกิลจะนำ Fast Flip มาติดในเครื่องมือนำส่งข้อมูลและแสดงหน้าจออื่นๆ ของกูเกิลต่อไป
      
       นอกจาก Fast Flip บริการที่กูเกิลจะนำไปต่อยอดในชื่อบริการอื่น คือ Aardvark บริการถาม-ตอบปัญหาส่วนตัวทางเว็บไซต์ Vark.com, ข้อความสนทนา (instant messaging), อีเมล หรือทวิตเตอร์ซึ่งกูเกิลซื้อมาในราคา 50 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2010 โดยวิศวกรทั้งฝ่ายกูเกิล และ Aardvark ระบุว่าแม้จะปิดบริการ แต่ทั้งหมดจะยังพัฒนาความเชี่ยวชาญในการให้บริการต่อไป เนื่องจากคาดว่า Aardvark จะสามารถเป็นบริการค้นหาข้อมูลทางสังคมแนวใหม่ซึ่งจะมีอิทธิพลในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และกำลังอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อให้บริการร่วมกับเครือข่ายสังคม Google+
      
       อีก 8 บริการที่กูเกิลจะปิดตัวลงนั้นได้แก่ Google Pack ชุดแอปฯ ที่กูเกิลจัดเตรียมมาอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้น บริการดังกล่าวถูกมองว่าหมดยุคเพราะปัจจุบันชาวเน็ตนิยมใช้งานแอปฯบนเว็บไซต์ แทนที่จะดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่อง, Google Web Security บริการตรวจจับซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งกูเกิลซื้อกิจการมาเมื่อปี 2007 กูเกิลระบุว่าจะยังสนับสนุนลูกค้าเก่าต่อไป และจะนำเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยนี้มาติดในผลิตภัณฑ์เว็บเบราว์เซอร์ของบริษัทอย่าง Chrome ต่อเนื่อง
      
       ยังมีบริการติดคำอธิบายภาพ (Tag) ในชื่อ Image Labeler ซึ่งกูเกิลเปิดให้ชาวออนไลน์ร่วมกันแข่งขันติด Tag ให้รูปภาพเพื่อให้ระบบค้นหาของกูเกิลสามารถวิเคราะห์ภาพได้ดีกว่าเดิม, บริการ Notebook บริการสมุดบันทึกออนไลน์ที่กูเกิลประกาศหยุดพัฒนามาตั้งแต่ปี 2009 โดยข้อมูลจะถูกย้ายไปเก็บที่บริการ Google Docs แบบอัตโนมัติ, บริการ Sidewiki คุณสมบัติหนึ่งของ Google Toolbar ที่ให้ชาวเน็ตสามารถแสดงความเห็นถึงหน้าเว็บไซต์ และ Subscribed Links คุณสมบัติหนึ่งของ Google Search ที่ช่วยให้นักเสิร์ชสามารถสร้างเงื่อนไขการค้นหาที่เจาะจงและบันทึกไว้อ่านแบบออฟไลน์ได้
      
       ที่สำคัญคือ Google Desktop บริการซอฟต์แวร์ค้นหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ กูเกิลระบุว่าระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล้วนมีคุณสมบัติค้นหาประสิทธิภาพสูงติดอยู่ ทำให้ความจำเป็นในการใช้ Google Desktop ลดลงเรื่อยๆ กูเกิลจึงตัดสินใจหยุดให้บริการวันที่ 14 กันยายนนี้ รวมถึงบริการเครื่องมือสำหรับการเขียนโปรแกรมอย่าง Google Maps API for Flash ซึ่งหมดความนิยมใช้งานแล้วในขณะนี้
      
       ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายที่ซีอีโอเพจแถลงไว้ในวันแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ของกูเกิล ว่าผลิตภัณฑ์ของกูเกิลจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ที่พนักงานกูเกิลทั่วโลกกว่า 28,000 คนจะร่วมกันผลักดันจริงจังต่อไป
      
       
“กลุ่มแรกคือ ผลิตภัณฑ์ค้นหาข้อมูลและโฆษณา ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้หลักให้กูเกิล ต่อมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงคอนซูเมอร์ได้มาก เช่น YouTube, Android และ Chrome นอกนั้นเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ Google+, Commerce และ Local” ซึ่งกลุ่มหลังเป็นไปตามข่าวการเริ่มทดสอบบริการเครือข่ายสังคม การซื้อกิจการจำหน่ายดีลออนไลน์ รวมถึงการพัฒนากลุ่มธุรกิจเพื่อเข้าถึงร้านค้าในท้องถิ่น
       
ที่มา: manageronline วันที่ 7 ก.ย. 54